
Phrasal Verbs ที่ใช้บ่อยในที่ทำงาน — 50+ คำพร้อมตัวอย่างประโยคจริง
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังนั่งประชุมกับเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติ แล้วได้ยินประโยคประมาณว่า“Let’s follow up on this tomorrow and make sure we wrap up before 5.”คุณเข้าใจทันทีไหมว่าพวกเขาหมายถึงอะไร?
หรือแอบต้องใช้เวลาคิดสักพักว่า “follow up” กับ “wrap up” แปลว่าอะไรกันแน่?“Phrasal Verbs” คือหนึ่งในส่วนที่คนเรียนภาษาอังกฤษจำนวนมากมักสับสน
แม้จะเป็นคำที่เจ้าของภาษาใช้กันทุกวัน ทั้งในการทำงาน การประชุม หรือการพูดคุยทั่วไป แต่หลายครั้งความหมายของมันกลับเดาไม่ได้จากคำศัพท์ตรงตัว
ยกตัวอย่างเช่น
- follow up = ติดตามงานต่อ
- wrap up = สรุปหรือจบงาน
ดังนั้น ถ้าอยากฟังภาษาอังกฤษให้เข้าใจแบบธรรมชาติ และพูดได้เหมือนเจ้าของภาษามากขึ้น การเรียนรู้ phrasal verbs ถือเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยได้มากกว่าที่คิด
- Phrasal Verb คืออะไร? และทำไมถึงสำคัญมากสำหรับการทำงาน
- Phrasal Verbs สำหรับการประชุม — 15 คำที่ขาดไม่ได้
- Phrasal Verbs สำหรับการเขียนอีเมล — 12 คำที่ทำให้อีเมลดูเป็นมืออาชีพ
- Phrasal Verbs สำหรับการรายงานและการนำเสนองาน — 10 คำที่ทำให้พรีเซนต์ดูน่าเชื่อถือ
- Phrasal Verbs สำหรับการทำงานเป็นทีมและการจัดการ
- Phrasal Verbs สำหรับการเจรจาธุรกิจ — 10 คำที่ใช้ในการเจรจา
- กรณีศึกษา: Phrasal Verbs ในชีวิตจริงของวัยทำงานชาวไทย
- วิธีฝึก Phrasal Verbs ให้ติดปากเร็วที่สุด
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ Phrasal Verbs และวิธีแก้
- FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเรียน Phrasal Verbs
- สรุป: เริ่มใช้ Phrasal Verbs ได้เลยวันนี้
Phrasal verbs คือหัวใจของภาษาอังกฤษที่ใช้จริงในที่ทำงาน คนไทยส่วนใหญ่เรียนภาษาอังกฤษแบบทางการและไวยากรณ์ล้วนๆ จึงมักพูดได้ถูกต้องแต่ฟังดูเป็นทางการเกินไปหรือ “แข็ง” สำหรับ native speaker ปัญหานี้แก้ได้โดยการเรียนรู้ phrasal verbs ที่ใช้บ่อยในบริบทธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้ภาษาของคุณฟังดูเป็นธรรมชาติและเป็นมืออาชีพในเวลาเดียวกัน
บทความนี้รวบรวม phrasal verbs ที่ใช้บ่อยในที่ทำงานกว่า 50 คำ แบ่งตามสถานการณ์จริง ตั้งแต่การประชุม อีเมล การนำเสนองาน ไปจนถึงการทำงานเป็นทีมและการเจรจาธุรกิจ ทุกคำมีความหมายและตัวอย่างประโยคที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในวันพรุ่งนี้
สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ phrasal verbs ไม่ใช่แค่ “คำพูดไม่เป็นทางการ” แต่เป็นส่วนหนึ่งของ standard business English ที่ native speaker ใช้กันในทุกระดับตั้งแต่พนักงานใหม่ไปจนถึง CEO ดังนั้นการเรียนรู้ phrasal verbs จึงเป็นการลงทุนในทักษะที่จะใช้ได้ตลอดอาชีพ
อยากพูด phrasal verbs ได้คล่องในที่ทำงาน? ADD LINE @speakupbetter วัดระดับภาษาอังกฤษฟรีวันนี้เลย!
Phrasal Verb คืออะไร? และทำไมถึงสำคัญมากสำหรับการทำงาน
Phrasal verb คือกลุ่มคำที่ประกอบด้วยกริยา (verb) บวกกับ particle ซึ่งอาจเป็นคำบุพบท (preposition) หรือ adverb ตั้งแต่หนึ่งคำขึ้นไป เมื่อนำมาผสมกันแล้ว ความหมายมักแตกต่างจากคำต้นฉบับอย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กริยา “look” แปลว่ามองหรือดู แต่เมื่อเติม particle เข้าไปก็กลายเป็นความหมายใหม่ทั้งหมด เช่น “look into” แปลว่าตรวจสอบ “look after” แปลว่าดูแล และ “look up” แปลว่าค้นหา
จากการศึกษาของ Cambridge University Press พบว่า phrasal verbs ปรากฏในบทสนทนาภาษาอังกฤษแบบ informal ถึง 60-70% ของกริยาทั้งหมด และในบริบทธุรกิจ เช่น อีเมล รายงาน และการประชุม phrasal verbs ยังคงพบบ่อยถึง 40% ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าถ้าคุณไม่รู้จัก phrasal verbs คุณจะพลาดความหมายของการสนทนาไปเกือบครึ่ง แม้ว่าจะรู้คำศัพท์ทั่วไปดีแค่ไหนก็ตาม
สำหรับวัยทำงานชาวไทยที่ต้องสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าต่างชาติเป็นประจำ ความสามารถในการใช้และเข้าใจ phrasal verbs อย่างถูกบริบทถือเป็นทักษะระดับ intermediate-to-advanced ที่แยกคนที่สื่อสารแบบ “พอเข้าใจ” ออกจากคนที่สื่อสารแบบ “มืออาชีพ” ได้อย่างชัดเจน นักเรียนหลายคนรายงานว่าหลังจากเรียนรู้ phrasal verbs อย่างจริงจัง เพื่อนร่วมงานต่างชาติเริ่มสื่อสารกับพวกเขาในแบบที่ “ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน” มากขึ้น เพราะภาษาฟังดูเป็นธรรมชาติและเข้าใจบริบทได้
ประเภทของ Phrasal Verbs ที่ต้องเข้าใจก่อนเรียน
ประเภทที่ 1: Separable Phrasal Verbs คือ phrasal verbs ที่สามารถแยก verb กับ particle ออกจากกันได้ โดยวาง object ไว้ตรงกลาง ตัวอย่างเช่น “fill out the form” หรือ “fill the form out” ทั้งสองถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ถ้า object เป็น pronoun เช่น it หรือ them ต้องวางไว้ตรงกลางเสมอ เช่น “fill it out” ไม่ใช่ “fill out it” phrasal verbs ในกลุ่มนี้ได้แก่ turn off, hand in, fill out, carry out, set up, call off
ประเภทที่ 2: Inseparable Phrasal Verbs คือ phrasal verbs ที่ต้องใช้ติดกัน ห้ามแยก verb กับ particle ออกจากกัน โดยไม่ว่า object จะเป็นคำนามหรือ pronoun ก็ต้องวางหลัง phrasal verb เสมอ ตัวอย่างเช่น “look into the issue” (ถูก) ห้ามพูดว่า “look the issue into” phrasal verbs กลุ่มนี้ได้แก่ look into, deal with, come across, get on with, look after, run into
ประเภทที่ 3: Three-word Phrasal Verbs คือ phrasal verbs ที่มีสามคำ เช่น “come up with” แปลว่าคิดขึ้นมา หรือ “get on with” แปลว่าเข้ากันได้ กลุ่มนี้มักเป็น inseparable ทั้งหมด และมักพบในบริบทธุรกิจบ่อยกว่าที่หลายคนคิด
เหตุผลที่คนไทยมักสับสนกับ Phrasal Verbs
ปัญหาหลักของคนไทยเมื่อเจอ phrasal verbs คือการพยายามแปลคำต่อคำ ตัวอย่างเช่น เมื่อได้ยิน “They decided to call off the meeting” หลายคนพยายามแปล call = โทรหา, off = ปิด ซึ่งได้ความหมายผิดทั้งหมด เพราะ “call off” จริงๆ แปลว่ายกเลิก ไม่ใช่โทรปิด
อีกปัญหาหนึ่งคือ particle เดียวกันอาจมีความหมายต่างกันขึ้นอยู่กับ verb ที่ใช้คู่กัน เช่น “turn up” แปลว่าปรากฏตัว แต่ “turn down” แปลว่าปฏิเสธ และ “turn off” แปลว่าปิด ทำให้หลายคนรู้สึกว่า phrasal verbs เรียนรู้ยาก ทั้งที่จริงๆ แล้ว ถ้าเรียนในบริบทสถานการณ์จริงแทนการท่องจำแบบ isolated คำเดี่ยว จะจำได้และใช้ได้เร็วกว่ามาก
Phrasal Verbs สำหรับการประชุม — 15 คำที่ขาดไม่ได้
การประชุมคือสถานการณ์ที่วัยทำงานต้องใช้ภาษาอังกฤษบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็น meeting ภายในองค์กร การโทรประชุมออนไลน์กับลูกค้าต่างชาติ หรือการนำเสนองานในระดับผู้บริหาร phrasal verbs กลุ่มนี้คือสิ่งที่คุณจะได้ยินและต้องพูดในทุกการประชุม
| Phrasal Verb | ความหมาย | ตัวอย่างประโยคในการประชุม |
|---|---|---|
| follow up | ติดตามผล / ทำต่อจากที่คุยกันไว้ | Let’s follow up on this next week. (มาติดตามเรื่องนี้อาทิตย์หน้ากันเถอะ) |
| bring up | หยิบยกประเด็นขึ้นมาพูด | I’d like to bring up a concern about the budget. (อยากหยิบยกความกังวลเรื่องงบมาพูด) |
| wrap up | สรุป / ปิดการประชุม | Let’s wrap up — we’re running out of time. (มาสรุปกันเถอะ เวลาหมดแล้ว) |
| go over | ทบทวน / อธิบายซ้ำ | Can we go over the key points again? (ช่วยทบทวนประเด็นสำคัญอีกครั้งได้ไหม?) |
| call off | ยกเลิก | The meeting was called off at short notice. (ประชุมถูกยกเลิกกระทันหัน) |
| put off / postpone | เลื่อนออกไป | Can we put off the presentation until Thursday? (เลื่อนพรีเซนต์ไปวันพฤหัสได้ไหม?) |
| set up | จัดเตรียม / จัดการ | Can you set up a call with the client? (ช่วยนัดโทรคุยกับลูกค้าได้ไหม?) |
| come up with | คิดขึ้นมา / เสนอไอเดีย | We need to come up with a solution fast. (ต้องหาทางออกให้เร็ว) |
| narrow down | จำกัดตัวเลือกให้เหลือน้อยลง | Let’s narrow down our options to three. (ลดตัวเลือกให้เหลือสามอย่าง) |
| point out | ชี้ให้เห็น / บอก | She pointed out a flaw in the data. (เธอชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดในข้อมูล) |
| check in | เช็คสถานะ / ถามความคืบหน้า | I’ll check in with the team after lunch. (จะเช็คกับทีมหลังอาหารกลางวัน) |
| move on | ไปต่อ / ผ่านไปหัวข้อถัดไป | Let’s move on to the next agenda item. (ไปวาระถัดไปกันเถอะ) |
| touch on | กล่าวถึงสั้นๆ | The CEO touched on the expansion plan briefly. (CEO กล่าวถึงแผนขยายสั้นๆ) |
| run through | พูดผ่านทั้งหมดอย่างรวดเร็ว | Let me run through the agenda quickly. (ขอพูดผ่านวาระอย่างรวดเร็ว) |
| sum up | สรุป (เหมือน wrap up แต่เน้นที่เนื้อหา) | Can you sum up what we discussed? (สรุปสิ่งที่เราคุยกันได้ไหม?) |
การประชุมที่มีประสิทธิภาพมักใช้ phrasal verbs เหล่านี้เป็นสัญญาณของความคืบหน้า ลองสังเกตว่าในการประชุมจริง native speaker มักใช้ phrasal verbs เพื่อ transition ระหว่างหัวข้อ เช่น “Alright, let’s move on” หรือ “Before we wrap up, I want to bring up one more thing” ประโยคเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการประชุมกำลังดำเนินไปในทิศทางใด
นอกจากนี้ การที่คุณสามารถใช้ phrasal verbs ได้ในการประชุมยังแสดงถึงความมั่นใจและความสามารถในการสื่อสาร ผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างชาติมักให้ความสำคัญกับคนที่ใช้ภาษาได้เป็นธรรมชาติ เพราะมันบ่งบอกว่าพวกเขาสื่อสารในระดับที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
ปรึกษาคอร์ส Business English ที่เหมาะกับคุณฟรี! ADD LINE @speakupbetter
Phrasal Verbs สำหรับการเขียนอีเมล — 12 คำที่ทำให้อีเมลดูเป็นมืออาชีพ
อีเมลภาษาอังกฤษที่ดีไม่ใช่แค่ถูกไวยากรณ์ แต่ต้องอ่านแล้วรู้สึกเป็นธรรมชาติ สุภาพ และชัดเจนด้วย Phrasal verbs มีบทบาทสำคัญในการทำให้อีเมลฟังดูเป็น professional โดยไม่ formal เกินไป ซึ่งเป็นสมดุลที่คนไทยมักหาได้ยากเมื่อเขียนอีเมลภาษาอังกฤษ
| Phrasal Verb | ความหมาย | ตัวอย่างในอีเมล |
|---|---|---|
| get back to | ติดต่อกลับ / ตอบกลับ | I’ll get back to you by end of day. (จะตอบกลับภายในวันนี้) |
| reach out | ติดต่อ / ส่งข้อความหา | Please reach out if you have any questions. (ถ้ามีคำถามติดต่อมาได้เลย) |
| send over | ส่งให้ | Could you send over the contract? (ช่วยส่งสัญญามาให้ได้ไหม?) |
| fill in | กรอก / แจ้งข้อมูล | Please fill in the attached form. (กรุณากรอกแบบฟอร์มที่แนบมา) |
| get in touch | ติดต่อ | Feel free to get in touch at any time. (ติดต่อมาได้ทุกเมื่อ) |
| pass on | ส่งต่อ | Could you pass on this message to your team? (ส่งต่อข้อความนี้ให้ทีมได้ไหม?) |
| look forward to | ตั้งตารอ (formal) | I look forward to hearing from you. (รอคำตอบจากคุณ — ใช้ในอีเมลสุภาพ) |
| run by | นำเสนอเพื่อขอความเห็น / อนุมัติ | Can I run this proposal by you? (ขอให้คุณดู proposal นี้ก่อนได้ไหม?) |
| sort out | แก้ไขปัญหา / จัดการ | We’ll sort out the issue as soon as possible. (จะจัดการปัญหาโดยเร็ว) |
| touch base | คุยสั้นๆ เพื่ออัปเดต | Let’s touch base tomorrow at 10 AM. (นัดคุยสั้นๆ พรุ่งนี้สิบโมงนะ) |
| cc in | เพิ่ม cc ในอีเมล | I’ll cc in the relevant team members. (จะ cc ทีมที่เกี่ยวข้องไว้ด้วย) |
| follow through | ทำตามที่สัญญา / ทำให้สำเร็จ | I trust you’ll follow through on this commitment. (เชื่อว่าจะทำตามที่รับปากไว้) |
ลองเปรียบเทียบอีเมลสองแบบ แบบที่ไม่ใช้ phrasal verbs: “Dear John, I want to tell you we finished the work. Please send the document to me. I will check it and reply to you later.” กับแบบที่ใช้ phrasal verbs: “Hi John, I wanted to reach out and let you know we’ve wrapped up the work. Could you send over the document when you have a chance? I’ll look it over and get back to you by Friday.” อีเมลแบบที่สองฟังดูเป็นธรรมชาติ สุภาพ และมืออาชีพมากกว่าอย่างชัดเจน แม้จะมีความหมายเหมือนกันทุกอย่าง
อีเมลแบบที่สองยังสร้างความประทับใจที่ดีกว่า เพราะมันสะท้อนว่าคุณสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับที่ใกล้เคียงกับ native speaker ซึ่งสร้างความไว้วางใจในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะในองค์กรระดับนานาชาติที่การสื่อสารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการประเมินความสามารถของพนักงาน
เทคนิคเขียนอีเมล: เริ่มต้นและปิดท้ายด้วย Phrasal Verbs อย่างถูกต้อง
การเริ่มต้นอีเมลด้วย phrasal verb ที่ถูกต้องสร้างความประทับใจแรกที่ดี วลีที่ใช้บ่อยในการเปิดอีเมลได้แก่ “I’m writing to follow up on…” สำหรับการติดตาม, “I wanted to reach out regarding…” สำหรับการติดต่อครั้งแรกหรือเรื่องใหม่, และ “I’m getting in touch about…” สำหรับบริบทที่ informal มากขึ้น
การปิดอีเมลก็สำคัญไม่น้อย วลีที่นิยมใช้ได้แก่ “Please don’t hesitate to get in touch if you have any questions”, “I look forward to hearing from you”, และ “Feel free to reach out at any time” การปิดอีเมลด้วยวลีเหล่านี้ทำให้ดูสุภาพ เปิดกว้าง และเป็นมืออาชีพ
สิ่งที่ต้องระวังคือ phrasal verbs บางคำเป็นแบบ informal เกินไปสำหรับอีเมลทางการ เช่น “I’ll ping you” หรือ “Let’s catch up” ซึ่งเหมาะกับการสนทนากับเพื่อนร่วมงานที่รู้จักกันดีเท่านั้น ไม่เหมาะกับอีเมลถึงลูกค้าหรือผู้บริหารระดับสูง
Phrasal Verbs สำหรับการรายงานและการนำเสนองาน — 10 คำที่ทำให้พรีเซนต์ดูน่าเชื่อถือ
การนำเสนองานต้องการ phrasal verbs ที่ช่วยให้การพูดมีโครงสร้างและดูเป็นมืออาชีพ คนไทยมักนำเสนอข้อมูลได้ครบถ้วนแต่ขาดความลื่นไหลในการ transition ระหว่างหัวข้อ ซึ่ง phrasal verbs ช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างตรงจุด เพราะมันทำหน้าที่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าคุณกำลังจะพูดถึงอะไร
| Phrasal Verb | ความหมาย | ตัวอย่างในการพรีเซนต์ |
|---|---|---|
| carry out | ดำเนินการ / ปฏิบัติ | We carried out a full market analysis. (เราทำการวิเคราะห์ตลาดอย่างละเอียด) |
| hand in / submit | ส่งงาน | All reports must be handed in by Friday. (รายงานทั้งหมดต้องส่งภายในวันศุกร์) |
| take over | รับช่วงต่อ / เข้ารับผิดชอบ | Sarah will take over the project next month. (Sarah จะรับช่วงต่อโครงการเดือนหน้า) |
| roll out | เปิดตัว / เริ่มใช้งาน | We plan to roll out the new system in Q3. (วางแผนเปิดตัวระบบใหม่ Q3) |
| break down | แยกแยะ / วิเคราะห์รายละเอียด | Let me break down the numbers for you. (ขออธิบายตัวเลขทีละส่วน) |
| look into | ตรวจสอบ / สืบค้น | We’re looking into the root cause. (กำลังตรวจสอบสาเหตุที่แท้จริง) |
| scale up | ขยายขนาด | We plan to scale up production in Q4. (วางแผนขยายการผลิตใน Q4) |
| draw up | ร่าง / จัดทำ | We’ll draw up a new proposal by Monday. (จะร่าง proposal ใหม่ภายในวันจันทร์) |
| phase out | ค่อยๆ เลิกใช้ | We’re phasing out the legacy system. (กำลังค่อยๆ เลิกใช้ระบบเก่า) |
| back up | สนับสนุนด้วยข้อมูล / สำรอง | The data backs up our recommendation. (ข้อมูลสนับสนุนข้อเสนอของเรา) |
ตัวอย่างการพรีเซนต์ที่ใช้ phrasal verbs อย่างมืออาชีพ: “Good morning everyone. Today I’d like to break down our Q1 results and look into what drove the growth. We carried out three major campaigns, and I’m happy to report that we’ll be rolling out a new strategy in Q2. Let me back up each point with the data.” การพรีเซนต์แบบนี้ฟังดูมั่นใจ มีโครงสร้างชัดเจน และเป็นมืออาชีพมาก
วิธีฝึกคือลองเปลี่ยนภาษาไทยที่คุณจะพรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษก่อน แล้วพยายามใส่ phrasal verbs เข้าไปแทนคำกริยาทั่วไป เช่นแทนที่จะพูดว่า “We did research” ให้ฝึกพูดว่า “We carried out research” หรือแทน “We started the new system” ให้พูดว่า “We rolled out the new system” ทำแบบนี้ทุกครั้งที่ฝึกพรีเซนต์ phrasal verbs จะติดปากอย่างรวดเร็ว
Phrasal Verbs สำหรับการทำงานเป็นทีมและการจัดการ
การทำงานเป็นทีมในองค์กรระดับนานาชาติต้องการ phrasal verbs ที่เกี่ยวกับการมอบหมาย การร่วมมือ และการแก้ปัญหาร่วมกัน คนที่ใช้ phrasal verbs เหล่านี้ได้คล่องจะสื่อสารกับทีมได้อย่างเป็นธรรมชาติ และมักถูกมองว่าเป็น team player ที่สื่อสารได้ดี ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ทางอาชีพในระยะยาว
• take on: รับงาน / รับผิดชอบ — Are you able to take on this additional task? (รับงานเพิ่มได้ไหม?)
• work out: แก้ปัญหา / คิดหาทางออก — We need to work out a plan B. (ต้องหาแผนสำรอง)
• deal with: จัดการ / รับมือ — Who is dealing with the customer complaint? (ใครจัดการเรื่องลูกค้าร้องเรียน?)
• pitch in: ช่วยเหลือ / มีส่วนร่วม — Can everyone pitch in and help finish this? (ทุกคนช่วยกันทำให้เสร็จได้ไหม?)
• step up: รับหน้าที่เพิ่ม / แสดงความรับผิดชอบ — We need someone to step up and lead. (ต้องมีคนก้าวขึ้นมานำ)
• fall through: ล้มเหลว / ไม่เป็นไปตามแผน — The plan fell through at the last minute. (แผนล้มเหลวนาทีสุดท้าย)
• catch up: ตามทัน / ทำให้ทัน — I need to catch up on my emails. (ต้องตามอ่านอีเมลที่ค้างอยู่)
• come across: พบเจอโดยบังเอิญ / ดูเหมือน — Did you come across any issues? (เจอปัญหาอะไรบ้างไหม?)
• keep up with: ตามให้ทัน / ติดตาม — It’s hard to keep up with all the changes. (ตามการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดไม่ทัน)
• back up: สนับสนุน / ช่วยเหลือ — I’ll back you up in the meeting. (ผมจะสนับสนุนคุณในประชุม)
• bring in: นำเข้ามา / เชิญมาร่วม — We should bring in a specialist. (ควรนำผู้เชี่ยวชาญมาร่วม)
• sign off: อนุมัติ / ให้ไฟเขียว — Has the manager signed off on this? (ผู้จัดการอนุมัติแล้วไหม?)
สถานการณ์จริงที่มักพบคือเมื่อโปรเจกต์มีปัญหา native speaker มักพูดว่า “This has fallen through — we need to work out a new approach and figure out who can step up and take on the extra work.” ถ้าคุณเข้าใจ phrasal verbs เหล่านี้ คุณจะรู้ทันทีว่าเขาต้องการอะไรและสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง
อีกสิ่งที่น่าสังเกตคือ phrasal verbs ในกลุ่มทีมมักสะท้อน dynamic ของการทำงาน เช่น “step up” บ่งบอกถึงความเป็นผู้นำ “pitch in” บ่งบอกถึงความร่วมมือ และ “back up” บ่งบอกถึงการสนับสนุน การรู้ว่าจะใช้คำไหนในสถานการณ์ใดจะทำให้คุณสื่อสารได้ถูก tone มากขึ้น
Phrasal Verbs สำหรับการเจรจาธุรกิจ — 10 คำที่ใช้ในการเจรจา
การเจรจาธุรกิจต้องการ phrasal verbs ระดับ advanced มากขึ้น เพราะบริบทเหล่านี้ต้องการความสุภาพ ความชัดเจน และการเลือกคำอย่างระมัดระวัง Phrasal verbs ในการเจรจาช่วยทำให้ข้อความฟังดูนุ่มนวลขึ้นในขณะที่ยังคงความหมายที่ต้องการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการเจรจา
• agree on: ตกลง / เห็นพ้องต้องกัน — We agreed on a 6-month delivery timeline. (เราตกลงกรอบเวลาส่งมอบ 6 เดือน)
• sign off on: อนุมัติอย่างเป็นทางการ — The CEO has signed off on the contract. (CEO อนุมัติสัญญาแล้ว)
• hold off: รอก่อน / ระงับชั่วคราว — Let’s hold off on this decision for now. (รอก่อนยังไม่ตัดสินใจ)
• push for: ผลักดัน / เรียกร้อง — They’re pushing for a lower price. (พวกเขาผลักดันให้ลดราคา)
• back out: ถอนตัว / ยกเลิก — They backed out of the deal unexpectedly. (พวกเขาถอนตัวจากดีลโดยไม่คาดคิด)
• weigh up: ชั่งน้ำหนัก / ประเมิน — We need time to weigh up the risks. (ต้องการเวลาประเมินความเสี่ยง)
• opt for: เลือก — We opted for the longer payment term. (เราเลือกงวดการชำระที่นานกว่า)
• come to terms: บรรลุข้อตกลง — Both sides finally came to terms. (ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงในที่สุด)
• stand by: ยืนหยัด / สนับสนุน — We stand by our original offer. (เรายืนหยัดกับข้อเสนอเดิม)
• give in: ยอมแพ้ / ยอมรับข้อเสนอ — After long discussions, they gave in on the price. (หลังถกเถียงนาน พวกเขายอมรับเรื่องราคา)
ตัวอย่างการสนทนาในการเจรจาที่ดี: “We appreciate your offer, but we’d like to hold off on signing until we’ve had a chance to weigh up all the options. We’re pushing for better payment terms, and if both sides can agree on that, I think we can come to terms by end of week.” บทสนทนาแบบนี้ฟังดูมืออาชีพ สุภาพ แต่ยังคงความหนักแน่นในจุดยืน
กรณีศึกษา: Phrasal Verbs ในชีวิตจริงของวัยทำงานชาวไทย
กรณีที่ 1 — จากนักเรียน Speak Up Thailand สาขาพญาไท: พนักงานฝ่ายจัดซื้อของบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ขนาดกลาง ต้องติดต่อกับ supplier ชาวญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษทุกสัปดาห์ ก่อนเรียน เธอมักส่งอีเมลที่ยาวและซับซ้อนเพราะไม่รู้ว่าจะพูดสั้นๆ อย่างไร ทำให้บางครั้ง supplier เข้าใจผิดเกี่ยวกับความต้องการของเธอ
หลังเรียน phrasal verbs กับ Speak Up Thailand สองเดือน เธอเริ่มเขียนอีเมลที่กระชับและชัดเจนขึ้นมาก เช่น “I’d like to follow up on the delivery schedule we discussed. Could you send over the updated timeline by Friday? Please feel free to get in touch if there are any issues.” supplier ตอบกลับเร็วขึ้นและมีความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น
กรณีที่ 2 — พนักงานฝ่ายขายที่ต้องประชุมกับทีมต่างชาติ: เขาทำงานในบริษัทที่มีสำนักงานในสิงคโปร์และกัวลาลัมเปอร์ ต้องประชุมออนไลน์ทุกอาทิตย์ ปัญหาของเขาคือมักไม่กล้าพูดในประชุมเพราะกลัวพูดผิด ทำให้ถูกมองข้ามในหลายๆ การตัดสินใจ
เมื่อเขาเริ่มฝึก workplace phrasal verbs และฝึกพูดในบริบทการประชุมจริงกับครูเจ้าของภาษา เขาเริ่มกล้าพูดมากขึ้น เช่น “Before we wrap up, I’d like to bring up a concern about the timeline” หรือ “Can we set up a separate call to look into this further?” เพื่อนร่วมทีมเริ่มรับฟังเขามากขึ้น และเขาได้รับมอบหมายงานที่สำคัญกว่าเดิมในไตรมาสถัดมา
วิธีฝึก Phrasal Verbs ให้ติดปากเร็วที่สุด
วิธีที่ 1: เรียนจากบริบท ไม่ใช่จากลิสต์คำศัพท์ วิธีที่ไม่ได้ผลที่สุดคือการนั่งท่องจำรายการ phrasal verbs จากหนังสือ เพราะสมองจะจำไม่ได้นานถ้าไม่มีบริบท วิธีที่ได้ผลกว่าคือการเรียนจากประโยคจริงในสถานการณ์ที่คุณเจอในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อฝึกพรีเซนต์งาน ให้ใช้ phrasal verbs จากหมวดการนำเสนอ เมื่อฝึกเขียนอีเมล ให้ใช้ phrasal verbs จากหมวดอีเมล
วิธีที่ 2: ตั้ง Daily Challenge ให้ตัวเอง ทุกวันเลือก phrasal verb หนึ่งคำที่จะใช้ในวันนั้น แล้วพยายามใส่มันเข้าไปในการสนทนาหรืออีเมลอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ตัวอย่างเช่น วันจันทร์: follow up, วันอังคาร: wrap up, วันพุธ: bring up การทำแบบนี้ต่อเนื่องหนึ่งเดือนจะทำให้คุณมี phrasal verbs ที่พร้อมใช้งานได้ทันทีกว่า 20 คำ
วิธีที่ 3: ฝึกกับครูเจ้าของภาษาในบริบท Business English ข้อดีที่สำคัญที่สุดของการเรียนกับ native speaker คือการได้รับ feedback ทันทีเมื่อใช้ phrasal verb ผิดบริบท ซึ่งเป็นสิ่งที่การเรียนจากแอปหรือหนังสือทำไม่ได้ ครูจะอธิบายได้ว่าทำไม phrasal verb นั้นถึงไม่เหมาะในสถานการณ์นั้น และจะแนะนำคำที่ถูกต้องกว่า ทำให้คุณเรียนรู้ได้เร็วกว่าการเรียนคนเดียวหลายเท่า
วิธีที่ 4: ฟังและดูสื่อภาษาอังกฤษในบริบทธุรกิจ เช่น podcast ด้าน business เช่น How I Built This หรือ The Tim Ferriss Show รายการ TED Talk ด้านธุรกิจ หรือ series ภาษาอังกฤษที่มีฉากการทำงาน เช่น Suits, The Office, Succession สังเกตว่า phrasal verbs ถูกใช้ในสถานการณ์ไหน แล้วจดบันทึกไว้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ Phrasal Verbs และวิธีแก้
ข้อผิดพลาดที่ 1: ลืม particle ซึ่งทำให้ความหมายเปลี่ยนหรือประโยคฟังดูผิด เช่น “I will look the problem” ควรเป็น “I will look into the problem” วิธีแก้คือฝึกพูดทั้ง phrasal verb เป็นหน่วยเดียว อย่าคิดว่าเป็น verb แยก กับ particle แยก
ข้อผิดพลาดที่ 2: แยก inseparable phrasal verb เช่น “I’ll look the issue into” ซึ่งผิด ควรเป็น “I’ll look into the issue” วิธีจำง่ายๆ คือ phrasal verbs ที่มีสองคำมักเป็น inseparable โดยเฉพาะถ้า particle เป็น into, across, with, for, out of
ข้อผิดพลาดที่ 3: ใช้ phrasal verb ผิดบริบท formal/informal เช่น การใช้ “I’ll ping you” ในอีเมลถึงผู้บริหารอาวุโส ซึ่งฟังดูไม่เป็นทางการเกินไป ควรใช้ “I’ll get back to you” แทน วิธีแก้คือทุกครั้งที่เรียน phrasal verb ใหม่ ให้สังเกตด้วยว่ามันเหมาะกับบริบทแบบไหน formal, semi-formal หรือ informal
ข้อผิดพลาดที่ 4: แปล phrasal verb ตรงตัวจากภาษาไทย เช่นอยากพูดว่า “ติดตามผล” แล้วพูดว่า “track result” แทนที่จะพูด “follow up on the results” หรืออยากพูดว่า “ส่งงาน” แล้วพูด “send work” แทน “hand in the work” วิธีแก้คือเรียน phrasal verbs แบบ chunk (กลุ่มคำ) ไม่ใช่แปลทีละคำ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเรียน Phrasal Verbs
สรุป: เริ่มใช้ Phrasal Verbs ได้เลยวันนี้
Phrasal verbs ที่ใช้บ่อยในที่ทำงานเป็นทักษะที่เรียนรู้ได้และพัฒนาได้ บทความนี้รวบรวมกว่า 50 คำแบ่งตามสถานการณ์จริง ตั้งแต่การประชุม อีเมล การพรีเซนต์ การทำงานเป็นทีม ไปจนถึงการเจรจา พร้อมตัวอย่างประโยคที่นำไปใช้ได้ทันที
ขั้นตอนต่อไปที่แนะนำคือ เลือก phrasal verbs จากกลุ่มที่คุณต้องการใช้มากที่สุดก่อน ตั้งเป้าใช้อย่างน้อยหนึ่งคำต่อวันในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นอีเมล การประชุม หรือการสนทนาทั่วไป และถ้าต้องการพัฒนาอย่างจริงจังและรวดเร็ว การเรียนกับครูเจ้าของภาษาที่ Speak Up Thailand จะช่วยให้คุณก้าวหน้าได้เร็วกว่าการเรียนเองหลายเท่า
อย่าลืมว่าภาษาอังกฤษในที่ทำงานคือการลงทุนในอาชีพของคุณ จากรายงานของ Adecco Thailand พบว่าพนักงานที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีมีโอกาสได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งและได้รับเงินเดือนที่สูงกว่าพนักงานในระดับเดียวกันที่ทักษะภาษาอ่อนกว่าอย่างมีนัยสำคัญ phrasal verbs จึงไม่ใช่แค่ “ภาษา” แต่คือเครื่องมือในการเติบโตในอาชีพ
หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจากหลักภาษาอังกฤษทั่วไปและ Cambridge English Grammar ตัวอย่างประโยคในบทความอาจมีความแตกต่างในการใช้งานจริงตามบริบทองค์กรและวัฒนธรรมของบริษัทแต่ละแห่ง ราคาคอร์สเรียนอาจเปลี่ยนแปลง กรุณาติดต่อ Speak Up Thailand เพื่อข้อมูลล่าสุด
ทดสอบระดับภาษาอังกฤษฟรีวันนี้ แล้วเริ่มเรียน Business English กับครูเจ้าของภาษาของ Speak Up Thailand! ADD LINE @speakupbetter

