เรียนรู้ Passive Voice ภาษาอังกฤษ ความแตกต่าง Active vs Passive เมื่อใช้แบบไหน โครงสร้าง by-phrase และตัวอย่างประโยคในที่ทำงานและอีเมล

Passive Voice คืออะไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์ Active vs Passive ภาษาอังกฤษ

Passive Voice เป็นหนึ่งในแนวคิด grammar ที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษชาวไทยมักสับสนและหลีกเลี่ยง เหตุผลส่วนหนึ่งเพราะภาษาไทยไม่มีโครงสร้าง passive ที่ชัดเจนแบบเดียวกัน และอีกเหตุผลหนึ่งเพราะหนังสือเรียนมักสอนแค่โครงสร้างโดยไม่บอกบริบทการใช้งานจริง บทความนี้จะแก้ปัญหาทั้งสองข้อ ด้วยการอธิบายทั้งโครงสร้างและบริบทการใช้งานจริงในชีวิตทำงาน 

ความจริงคือ passive voice ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เมื่อเข้าใจว่า “ทำไม” ถึงต้องใช้ ก็จะรู้ว่า “เมื่อใด” ต้องใช้ และ “ใช้อย่างไร” ต้องสร้างประโยค ในอีเมล รายงาน และเอกสารธุรกิจ passive voice มีบทบาทสำคัญที่ทำให้การใช้ภาษาดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น การหลีกเลี่ยงมันอาจทำให้งานเขียนของคุณขาดความน่าเชื่อถือในสายตาชาวต่างชาติ 

มาเริ่มเรียนรู้ passive voice อย่างเป็นระบบและนำไปใช้ได้จริงกันเลย ไม่ว่าคุณจะอยู่ในระดับ A2 หรือ B2 บทความนี้เป็นประโยชน์กับคุณ 

Table Of Contents
  1. Passive Voice คืออะไร? ทำความเข้าใจพื้นฐาน
  2. โครงสร้าง Passive Voice ทุก Tense
  3. เมื่อไหร่ควรใช้ Passive Voice และเมื่อไหร่ใช้ Active Voice
  4. Passive Voice ในอีเมลธุรกิจ: ตัวอย่างจริงที่ใช้ได้เลย
  5. ข้อผิดพลาดที่คนไทยมักทำกับ Passive Voice
  6. Passive Voice ในการเขียนรายงานธุรกิจ
  7. กรณีศึกษา: เปรียบเทียบอีเมลก่อนและหลังปรับ Passive Voice
  8. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Passive Voice
  9. สรุป: Passive Voice ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเครื่องมือ
  10. Passive Voice กับ Get-Passive: รูปแบบในภาษาพูดที่ต้องรู้จัก
  11. Passive Voice กับ Reporting Verbs: การรายงานในอีเมลและรายงาน
  12. การเปรียบเทียบ Passive Voice ในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  13. Passive Voice กับ Academic Writing: มาตรฐานที่ต้องรู้สำหรับนักธุรกิจ
  14. Speak Up Thailand: เรียน Grammar อังกฤษกับครูเจ้าของภาษา

Passive Voice คืออะไร? ทำความเข้าใจพื้นฐาน

ในภาษาอังกฤษ ประโยคมีสองรูปแบบหลัก คือ Active Voice (ประธานเป็นผู้กระทำ) และ Passive Voice (ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ) ความแตกต่างพื้นฐานอยู่ที่ว่าเราให้ความสำคัญกับ “ใครทำ” หรือ “อะไรถูกกระทำ” 

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือเปรียบเทียบสองประโยคนี้ ประโยค Active: “The manager approved the budget.” (ผู้จัดการอนุมัติงบประมาณ) ประโยค Passive: “The budget was approved by the manager.” (งบประมาณถูกอนุมัติโดยผู้จัดการ) เนื้อหาเดียวกัน แต่จุดเน้นต่างกัน ใน Active เน้นที่ “ผู้จัดการ” ส่วนใน Passive เน้นที่ “งบประมาณถูกอนุมัติ” 

ในภาษาไทย เรามักใช้คำว่า “ถูก” หน้ากริยาเพื่อแสดงความหมาย passive เช่น “งบประมาณถูกอนุมัติ” แต่ในภาษาอังกฤษ ต้องเปลี่ยนรูปกริยาโดยใช้ be verb + past participle ซึ่งต้องเรียนรู้รูปแบบนี้ให้ชัดเจน 

โครงสร้าง Passive Voice ทุก Tense

โครงสร้างพื้นฐานของ passive voice คือ Subject + be verb (ในรูป tense ที่ต้องการ) + Past Participle + (by + agent) ส่วน “by + agent” ใส่ได้ถ้าสำคัญ ละไว้ได้ถ้าไม่สำคัญหรือไม่รู้ว่าใครทำ 

สังเกตว่า be verb เปลี่ยนตาม tense เสมอ ส่วน past participle (กริยาช่องที่ 3) คงที่ ไม่เปลี่ยนตาม tense หรือประธาน นี่คือกฎที่สำคัญที่สุดของ passive voice ถ้าจำกฎนี้ไว้ จะสร้างประโยค passive ได้ทุก tense 

โครงสร้าง Passive ที่ซับซ้อน: Modal Verbs

เมื่อมี modal verb (can, could, should, must, might, will, would) ใน passive voice โครงสร้างจะเป็น Modal + be + Past Participle เช่น “The meeting can be rescheduled.” (สามารถเลื่อนการประชุมได้) หรือ “The report should be submitted by Friday.” (รายงานควรส่งภายในวันศุกร์) รูปแบบนี้พบมากในอีเมลธุรกิจเพราะฟังดูสุภาพและไม่ชี้นิ้วว่าใครต้องทำ 

เมื่อไหร่ควรใช้ Passive Voice และเมื่อไหร่ใช้ Active Voice

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในการเรียน passive voice ไม่ใช่การสร้างโครงสร้างถูกผิด แต่คือการรู้ว่าเมื่อใดควรใช้ ครูภาษาอังกฤษมืออาชีพจะสอนเสมอว่า “Active voice ไม่ได้ถูกกว่า passive voice” แต่แต่ละแบบเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน 

ใช้ Passive Voice เมื่อ

  • ผู้กระทำไม่สำคัญหรือไม่ทราบ: “The package was delivered this morning.” — ไม่สำคัญว่าใครส่ง สำคัญที่พัสดุมาถึง 
  • ต้องการเน้นผลลัพธ์มากกว่าผู้กระทำ: “Three new branches have been opened this year.” — เน้นที่ความสำเร็จ ไม่ใช่ว่าใครเปิด 
  • งานเขียนทางการ รายงาน หรือเอกสารวิชาการ: “The data was collected from 500 participants.” — สไตล์วิชาการหลีกเลี่ยง I/we 
  • ต้องการหลีกเลี่ยงการกล่าวโทษหรือชี้นิ้ว: “A mistake was made in the report.” ฟังดูสุภาพกว่า “You made a mistake in the report.” 
  • พูดถึงกฎ ระเบียบ หรือนโยบาย: “Smoking is not permitted in this area.” “All employees are required to wear ID badges.” 

ใช้ Active Voice เมื่อ

  • ต้องการความชัดเจนว่าใครทำอะไร: “John will present the proposal tomorrow.” ชัดกว่า “The proposal will be presented tomorrow.” 
  • ต้องการภาษาที่กระชับและมีพลัง: ในการนำเสนองาน active voice ฟังดูมั่นใจและแข็งแกร่งกว่า 
  • ต้องการสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัว: “I appreciate your support.” ฟังดูจริงใจกว่า “Your support is appreciated.” 
  • การสนทนาทั่วไปและอีเมลไม่เป็นทางการ: Active voice ฟังเป็นธรรมชาติกว่าในบทสนทนาปกติ 

Passive Voice ในอีเมลธุรกิจ: ตัวอย่างจริงที่ใช้ได้เลย

อีเมลธุรกิจเป็นบริบทที่ passive voice มีบทบาทสำคัญมาก เพราะภาษาในอีเมลต้องการความสุภาพและความเป็นทางการ การใช้ passive ช่วยลด directness ที่อาจฟังดูแข็งกร้าวในบางสถานการณ์ 

ตัวอย่างที่ 1 — การแจ้งนโยบาย: “Please be informed that the office will be closed on April 13-15 for the Songkran holiday. All urgent matters should be addressed before the holiday period.” ประโยคเหล่านี้ใช้ passive เพื่อแจ้งข้อมูลโดยไม่ระบุว่าใครตัดสินใจ ฟังดูเป็นทางการและชัดเจน 

ตัวอย่างที่ 2 — การแจ้งความล่าช้า: “We regret to inform you that the delivery of your order has been delayed due to logistical challenges. A revised delivery date will be confirmed by the end of this week.” ประโยคนี้ใช้ passive สำหรับข้อเท็จจริงที่ไม่ต้องการระบุผู้รับผิดชอบชัดเจน ลดความขัดแย้ง 

ตัวอย่างที่ 3 — การขอให้ดำเนินการ: “Your application has been received and is currently being reviewed by our team. You will be notified of the outcome within 5 business days.” รูปแบบนี้พบมากในการตอบกลับลูกค้า แสดงว่าได้รับและกำลังดำเนินการโดยไม่ระบุว่าใครรีวิว 

ข้อผิดพลาดที่คนไทยมักทำกับ Passive Voice

จากการสังเกตของทีมครู Speak Up Thailand พบข้อผิดพลาดซ้ำๆ ในการใช้ passive voice ของผู้เรียนชาวไทย มาดูกันว่าคุณเคยทำผิดแบบนี้ไหม: 

ใช้ Passive ซ้ำมากเกินไปในทุกประโยค

❌ ผิด: “The meeting was held. The report was presented. The results were discussed. The decision was made.” — passive ทุกประโยคทำให้อ่านน่าเบื่อและหนักมาก 

✅ ถูก: “We held the meeting, where the team presented the report. After discussing the results, the board made a final decision.” — ผสม active กับ passive ให้บาลานซ์ น่าอ่านกว่า 

ลืมใส่ Be Verb หรือใช้ผิด Form

❌ ผิด: “The contract approved yesterday.” (ขาด be verb) 
✅ ถูก: “The contract was approved yesterday.” 

❌ ผิด: “The report is complete by the team last week.” (be verb ผิด tense) 
✅ ถูก: “The report was completed by the team last week.” 

ใช้ by-phrase ทุกครั้งโดยไม่จำเป็น

❌ ผิด: “The email was sent by me to the client by yesterday.” — ฟังดูเก้กัง 

✅ ถูก: “The email was sent to the client yesterday.” — ละ “by me” ได้เพราะไม่สำคัญ หรือถ้าสำคัญ: “I sent the email to the client yesterday.” ให้เปลี่ยนเป็น active แทน 

หลักการง่ายๆ คือ: ใส่ “by + agent” เฉพาะเมื่อผู้กระทำสำคัญต่อความหมายของประโยคเท่านั้น ถ้าไม่สำคัญให้ละไว้ ทำให้ประโยคกระชับขึ้นมาก 

Passive Voice ในการเขียนรายงานธุรกิจ

รายงานธุรกิจ (business reports) เป็นบริบทที่ passive voice ใช้บ่อยที่สุด เพราะรายงานต้องการความเป็นกลาง น่าเชื่อถือ และมักอ้างอิงข้อมูลและกระบวนการมากกว่าตัวบุคคล การใช้ passive ช่วยให้รายงานดูเป็นมืออาชีพและเป็นกลาง 

ส่วนสำคัญของรายงานที่มักใช้ passive voice ได้แก่: ส่วนวิธีการ (methodology) เช่น “Data was collected from 200 respondents using a structured questionnaire. Responses were analyzed using statistical software.”, ส่วนผลลัพธ์ เช่น “A 15% increase in revenue was recorded in Q3, compared to the same period last year.”, และส่วนข้อเสนอแนะ เช่น “It is recommended that the marketing budget be increased by 20% for the next quarter.” 

การใช้ passive ในส่วนข้อเสนอแนะ (“It is recommended that…”) เป็นวิธีที่นิยมมากในรายงานธุรกิจ เพราะทำให้ข้อเสนอแนะดูเป็นกลางและมีน้ำหนักมากกว่าการพูดว่า “I recommend…” ซึ่งดูเป็นความคิดส่วนตัวมากกว่า 

จากประสบการณ์ของลูกค้า Speak Up Thailand คุณ B. อายุ 35 ปี ผู้จัดการฝ่าย Finance ที่ต้องเขียนรายงานเป็นภาษาอังกฤษทุกเดือน มักสับสนว่าเมื่อใดควรใช้ active หรือ passive ในรายงาน หลังจากเรียน 3 เดือน เธอสามารถแยกแยะได้ชัดเจนและงานเขียนของเธอได้รับคำชมจากผู้บริหารต่างชาติว่า “sounds more professional and balanced” ซึ่งเธอเชื่อมโยงกับการเลือกใช้ passive voice ได้ถูกต้องมากขึ้น

กรณีศึกษา: เปรียบเทียบอีเมลก่อนและหลังปรับ Passive Voice

ดูตัวอย่างอีเมลที่ปรับปรุงจากการใช้ passive voice ให้ถูกต้องและเหมาะสม: 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Passive Voice

สรุป: Passive Voice ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเครื่องมือ

Passive voice เป็นเครื่องมือสำคัญในภาษาอังกฤษมืออาชีพ ไม่ใช่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง การเข้าใจว่าเมื่อใดควรใช้ active และเมื่อใดควรใช้ passive จะทำให้ทั้งงานเขียนและการพูดของคุณมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กฎง่ายๆ ที่ควรจำ: ใช้ passive เมื่อผลลัพธ์สำคัญกว่าผู้กระทำ หรือเมื่อต้องการความสุภาพและความเป็นกลาง 

ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอด้วยการสังเกตอีเมล รายงาน และเอกสารภาษาอังกฤษที่คุณพบในชีวิตประจำวัน สังเกตว่าผู้เขียนเลือกใช้ active หรือ passive ในแต่ละสถานการณ์ และลองถามตัวเองว่าทำไมเขาถึงเลือกแบบนั้น การวิเคราะห์ตัวอย่างจริงเป็นวิธีเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุด 

Passive Voice กับ Get-Passive: รูปแบบในภาษาพูดที่ต้องรู้จัก

นอกจาก be-passive แบบมาตรฐานแล้ว ยังมี “get-passive” ที่ใช้บ่อยในภาษาพูดไม่เป็นทางการ โดยใช้ “get” แทน “be” เช่น “She got promoted last month.” แทน “She was promoted last month.” หรือ “The car got stolen.” แทน “The car was stolen.” รูปแบบนี้พบบ่อยในการสนทนาทั่วไปและอีเมลไม่เป็นทางการ แต่ไม่เหมาะกับงานเขียนทางการ 

การใช้ get-passive มักแสดงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดหมาย หรือมีความหมายแฝงว่าเหตุการณ์นั้นสำคัญหรือมีผลกระทบต่อประธาน เช่น “I got stuck in traffic.” แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์นั้นส่งผลกระทบต่อผู้พูดโดยตรง มากกว่า “I was stuck in traffic.” ที่ฟังดูเป็นกลางกว่า ความแตกต่างเล็กน้อยนี้แสดงให้เห็นว่าภาษาอังกฤษมีความละเอียดอ่อนมากกว่าที่คิด 

ในการสนทนาธุรกิจไม่เป็นทางการ เช่น การคุยกับเพื่อนร่วมงานในช่วงพักกาแฟ get-passive พบได้บ่อยพอๆ กับ be-passive เช่น “The project finally got approved!” หรือ “The timeline got pushed back again.” อย่างไรก็ตาม ในอีเมลทางการหรือรายงาน ควรใช้ be-passive เท่านั้น เพื่อรักษาความเป็นทางการและความน่าเชื่อถือของเอกสาร 

Passive Voice กับ Reporting Verbs: การรายงานในอีเมลและรายงาน

Reporting verbs (กริยาที่ใช้รายงานหรืออ้างอิงข้อมูล) มักใช้ร่วมกับ passive voice ในงานเขียนทางการ เช่น It is reported that, It is said that, It is believed that, It is recommended that และ It is expected that รูปแบบเหล่านี้พบบ่อยมากในรายงานธุรกิจ ข่าวสาร และเอกสารทางการ เพราะทำให้ข้อมูลดูเป็นกลางและน่าเชื่อถือ 

ตัวอย่างการใช้ reporting verbs กับ passive ในบริบทธุรกิจ: “It is expected that revenues will increase by 12% in the next quarter.” ประโยคนี้สื่อว่าความคาดหมายนี้มาจากการวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายคน ไม่ใช่ความคิดเห็นส่วนตัว ทำให้ข้อมูลมีน้ำหนักมากขึ้น คล้ายกัน “It is recommended that all departments submit their budgets by the 15th.” ก็ดูเป็นนโยบายกว่า “Please submit your budget by the 15th.” แม้ความหมายจะใกล้เคียงกัน 

การใช้ “It is + past participle + that” เป็น pattern ที่นักธุรกิจระดับสูงในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองมักฝึกฝนเป็นพิเศษ เพราะช่วยให้งานเขียนดูเป็นมืออาชีพและสอดคล้องกับมาตรฐานภาษาอังกฤษธุรกิจสากล Speak Up Thailand มีหลักสูตรเฉพาะสำหรับ Business Writing ที่ครอบคลุม passive voice และ reporting verbs ในบริบทที่ใช้จริง 

การเปรียบเทียบ Passive Voice ในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยของผู้เรียนชาวไทยคือการคิดว่า passive voice ในภาษาอังกฤษทำงานเหมือนกับโครงสร้าง “ถูก” ในภาษาไทย แต่จริงๆ แล้วมีความแตกต่างสำคัญหลายประการที่ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง 

ในภาษาไทย คำว่า “ถูก” มีความหมายแฝงเชิงลบในหลายบริบท เช่น “ถูกตำหนิ” “ถูกไล่ออก” “ถูกโกง” ซึ่งมักสื่อถึงเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ต่อประธาน อย่างไรก็ตามในภาษาอังกฤษ passive voice ไม่มีความหมายแฝงเชิงลบนี้ สามารถใช้ได้กับทั้งเหตุการณ์ดีและไม่ดี เช่น “She was promoted.” (ดี), “He was fired.” (ไม่ดี) ทั้งสองใช้ passive เหมือนกัน 

อีกความแตกต่างสำคัญคือภาษาไทยมักไม่จำเป็นต้องใช้ passive เพราะบริบทมักชัดเจนอยู่แล้ว เช่น “รายงานส่งแล้ว” ก็เข้าใจได้ว่ารายงานถูกส่ง โดยไม่ต้องพูดว่า “รายงานถูกส่งแล้ว” ในขณะที่ภาษาอังกฤษต้องการโครงสร้างที่ชัดเจน “The report has been submitted.” จึงต้องมีการเรียนรู้และฝึกฝนเพิ่มเติม 

การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ช่วยให้ผู้เรียนชาวไทยหลีกเลี่ยงการแปลตรงๆ จากภาษาไทย ซึ่งมักทำให้ passive voice ในภาษาอังกฤษฟังดูผิดธรรมชาติ ครูที่ Speak Up Thailand เชี่ยวชาญในการอธิบายความแตกต่างเหล่านี้โดยใช้ตัวอย่างที่คุ้นเคยกับคนทำงานชาวไทย ทำให้เรียนรู้ได้เร็วและนำไปใช้ได้จริงกว่าการเรียนจากหนังสือเรียนทั่วไป 

Passive Voice กับ Academic Writing: มาตรฐานที่ต้องรู้สำหรับนักธุรกิจ

ในงานเขียนวิชาการและธุรกิจระดับสูง การใช้ passive voice อย่างถูกต้องแสดงถึงความเชี่ยวชาญด้านภาษาและความเข้าใจในมาตรฐานการสื่อสารระดับสากล บริษัทข้ามชาติหลายแห่งมีแนวทางการเขียน (writing style guides) ที่กำหนดให้ใช้ passive voice ในบริบทเฉพาะ เช่น ในการเขียนนโยบาย SOP และรายงานทางการเงิน 

มาตรฐานการเขียนภาษาอังกฤษธุรกิจระดับสากล เช่น AP Style Guide และ Chicago Manual of Style แนะนำให้ใช้ active voice เป็นหลัก แต่ให้รู้จักใช้ passive เมื่อเหมาะสม กฎทั่วไปคือ active ในการสื่อสารโดยตรงและสนทนา passive ในงานเขียนทางการ รายงาน และนโยบาย ความเข้าใจกฎเหล่านี้ทำให้คุณสามารถเขียนได้ตรงตามความคาดหวังในบริบทนั้นๆ 

นักธุรกิจชาวไทยที่ต้องทำงานกับพาร์ตเนอร์ต่างประเทศ ส่งอีเมลหาลูกค้าชาวต่างชาติ หรือเขียนรายงานให้ผู้บริหาร Expat ควรลงทุนเวลาเรียนรู้ passive voice อย่างถูกต้อง เพราะมีผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ การใช้ passive voice ผิดหรือใช้มากเกินไปสามารถทำให้งานเขียนดูไม่น่าเชื่อถือหรือยากต่อการอ่านได้ 

Speak Up Thailand: เรียน Grammar อังกฤษกับครูเจ้าของภาษา

ที่ Speak Up Thailand เราเชื่อว่า grammar ที่ดีเริ่มจากการเข้าใจบริบทและการฝึกใช้จริง ไม่ใช่การท่องจำกฎเท่านั้น หลักสูตร CEFR 13 ระดับของเราออกแบบให้ครอบคลุมทักษะ grammar ทุกด้าน รวมถึง passive voice ในบริบทที่หลากหลาย ตั้งแต่การสนทนาทั่วไปไปจนถึงอีเมลธุรกิจและการนำเสนองาน 

ครูเจ้าของภาษา (Native Speaker) ของเราที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างเข้มงวด มีประสบการณ์ในการสอนภาษาอังกฤษสำหรับวัยทำงานชาวไทยโดยเฉพาะ พวกเขาเข้าใจปัญหาที่คนไทยมักเจอ เช่น การสับสนระหว่าง active กับ passive และสามารถอธิบายและให้ feedback ได้ทันทีในบริบทที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนอีเมลหรือการนำเสนองาน 

หลักสูตรของเราเปิดสอนทั้ง Private (ตัวต่อตัว) Small Group (3-5 คน) Online และ Onsite ใกล้ BTS พญาไท เหมาะสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ของคนทำงาน เริ่มต้นเพียง 3,375 บาท/เดือน วัดระดับภาษาฟรีก่อนเริ่มเรียนเพื่อให้มั่นใจว่าคุณได้เรียนในระดับที่เหมาะสมจริงๆ 

This will close in 0 seconds